วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556






มะนาว ทำความสะอาดเครื่องครัว





 เห็นว่าเป็นแค่มะนาวลูกเล็ก ๆ อย่างนี้ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาว ช่วยกำจัดกลิ่น คราบสกปรก ที่มากวนใจของใช้ในบ้านได้แบบปลอดภัยไร้สารเคมีเคล็ดลับดี ๆ อย่างนี้ต้อง Share ต่อ...จริงไหมคะ

 อ่างล้างจาน

          Problem : คราบสกปรก คราบมันกลิ่นตกค้าง

          Solution : หั่นมะนาวครึ่งลูก แล้วนำไปขัดตามคราบสกปรกให้ทั่ว เช็ดด้วยฟองน้ำหมาด ๆ แล้วตามด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง คราวนี้อ่างล้างจานก็จะกลับมาสะอาดเหมือนใหม่

 ท่อน้ำทิ้ง

          Problem : ส่งกลิ่นเหม็น

          Solution : บีบมะนาวประมาณครึ่งลูกลงในน้ำร้อนที่เตรียมไว้ จากนั้นเทน้ำร้อนลงในท่อน้ำทิ้ง จะช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้ลดลงได้

 เครื่องครัว ทองเหลือง ทองแดง

          Problem : คราบดำ คราบสนิม ดูเก่าหมอง

          Solution : ใช้เปลือกมะนาวจิ้มเกลือ ขัดบริเวณที่เป็นคราบเหลือง คราบดำ จะช่วยให้เครื่องครัวชิ้นโปรดของคุณสะอาด แวววาวขึ้น

 มีด

          Problem : คราบยางเหนียวสีดำ ๆ จากผักผลไม้เช็ดไม่ออก

          Solution : หั่นมะนาว แล้วนำไปขัดตรงคราบยางบนใบมีด ยางจะค่อย ๆ หลุดออก ล้างให้สะอาดอีกครั้งก็กลับมาสะอาดน่าใช้เหมือนเดิม

 เตาไมโครเวฟ

          Problem : คราบสกปรก มีกลิ่นอาหารตกค้าง

          Solution : คั้นน้ำมะนาวใส่ถ้วย เติมน้ำ ต้มให้เดือด แล้วเช็ดทำความสะอาดภายในเตาไมโครเวฟด้วยฟองน้ำหมาด ๆ ให้ทั่ว นอกจากจะกำจัดคราบอาหารได้แล้วยังกำจัดกลิ่นเหม็นที่ตกค้างได้ด้วย

 ตู้เย็น

          Problem : กลิ่นอับ กลิ่นคาว คราบสกปรก

          Solution : ใช้น้ำสะอาดผสมกับน้ำมะนาวเช็ดทำความสะอาด แล้วนำเปลือกมะนาวที่ใช้แล้ว 1-2 ลูก มาแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น ก็จะช่วยให้ตู้เย็นสะอาดหมดกลิ่นตกค้าง

 กล่องพลาสติก

          Problem : กลิ่นคาว คราบมัน

          Solution : หลังจากล้างทำความสะอาดตามปกติแล้ว ให้ใช้น้ำผสมมะนาวเทใส่ลงไป แช่ทิ้งไว้สักพัก จากนั้นล้างด้วยน้ำอีกครั้ง คว่ำให้แห้งก่อนเก็บ

 เขียงไม้

          Problem : กลิ่นคาว คราบดำ

          Solution : ผ่านมะนาวเป็นชิ้นบาง ๆ นำมาถูให้ทั่ว ล้างน้ำแล้วเช็ดด้วยผ้าสะอาด หากเขียงขึ้นราอาจจะโรยเกลือทิ้งไว้ เพื่อให้เกลือดูดความชื้นจากเขียงไม้

          ประโยชน์ล้นตัวอย่างนี้ แวะซูเปอร์มาร์เก็ตครั้งต่อไป...อย่าลืมซื้อมะนาวติดมือกลับมาใช้กันนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Benefits of grass.


             Vetiver is a plant that has properties that are best suited to the soil and water conservation. Because grass grows and the Governor has very long roots. It is not a major cause to grow well in wet soil conditions. And arid areas. Both are still in the soil is acid or alkaline soils. When planting vetiver clump across the slope on runoff and soil erosion occurs. It was found that surface water will flow into the oil with vetiver grass. Disposable soil sediment accumulation. The water will gradually Seep into the soil like a sponge covered with grass roots. To 3 meters deep roots in the soil, helping to protect the soil from water erosion is severe.

             Most of the people know the benefits of the popular grass planted on slopes to prevent soil loss and soil on the front. And just to be grown in the dry grass because the roots can penetrate the soil to dry to water the grass roots deep into the soil to make the soil to be moist. Ing the grass is acceptable to most farmers.


วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ผ้าขนหนูลดปวดต้นคอ


            อาการปวดต้นคอ ที่อาจเกิดจากการอยู่ในอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งผิดท่าต้องก้ม-เงยหน้าเป็นเวลานาน หรือเกิดจากความเครียด มีวิธีบรรเทาอาการเบื้องต้น ซึ่งในหนังสือ New Choices in Natural Healing แนะนำให้ใช้ผ้าขนหนู 2 วิธีดังนี้

วิธีที่ 1 มีขั้นตอน คือ
- พับปลายผ้าขนหนูตามแนวยาวทั้งสองด้านเข้าหากันในตำแหน่งกึ่งกลางผ้า 
- ม้วนปลายผ้าจากด้านซ้ายไปขวาตามแนวกว้าง
- นอนหงาย นำผ้าขนหนูที่ม้วนไว้มาหนุนคอ และเลื่อนขึ้นบน-ล่างของคอ เพื่อให้ผ้าขนหนูอยู่ในตำแหน่งที่สบายคอมากที่สุด 
- นอนค้างไว้ในท่านั้นนาน 15-20 นาที

วิธีที่ 2 มีขั้นตอน คือ
- พับผ้าขนหนูตามแนวยาวเป็นสามทบ
- ถือปลายผ้าทั้งสองข้าง พาดส่วนกลางผืนไว้บริเวณท้ายทอย 
- ออกแรงดึงปลายปลายผ้าทั้งสองข้างมาด้านหน้า และพยายามหงายศรีษะไปด้านหลังเพื่อต้านแรงดึงปลายผ้า
- ทำท่านี้ค้างไว้ 30 วินาที แล้วจึงผ่อนแรงโดยทำทั้งหมด 10 ครั้ง

          อุปกรณ์ที่หาได้ง่ายอย่างผ้าขนหนู สามารถนำมาบรรเทาอาการปวดเมื่อยต้นคอได้ง่ายๆ แต่ถ้าอาการปวดไม่ทุเลา ปวดเพิ่มมากขึ้น ปวดร้าวไปที่บริเวณอื่น เช่น ไหล่ แขน โดยอาจมีอาการชา หรือกล้ามเนื้อมือหรือขาอ่อนแรงร่วมด้วยควรปรึกษาแพทย์






นามสกุลแรกของกรุงสยาม


              ตั้งแต่โบราณมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ คนไทยเราไม่มีนามสกุลใช้  มีแต่ชื่อโดดๆ ทั้งชื่อก็ยังซ้ำกันมาก อย่าง อิน จัน  มั่น  คง  แดง ดำ ขาว เขียว เลยไม่รู้ว่าแดงไหน ดำไหน ด้วยเหตุนี้ ในรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ประกาศพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นในวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ บังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ เป็นต้นไป  ให้คนไทยต้องมีนามสกุล เพื่อสะดวกแก่การจดทะเบียน  คนเกิด  คนตาย และทำการสมรส ทรงชี้แจงถึงคุณประโยชน์ของการมีนามสกุลไว้ใน “จดหมายเหตุรายวัน” ว่า “การมีชื่อตระกูลเปนความสะดวกมาก อย่างต่ำๆ ที่ใครๆ ก็ย่อมจะมองเห็นได้ คือชื่อคนในทะเบียฬสำมโนครัวจะได้ไม่ปนกัน แต่อันที่จริงจะมีผลสำคัญกว่านั้น  คือ จะทำให้เรารู้จัก รำฤกถึงบรรพบุรุษของตนผู้ได้อุสาหก่อสร้างตัวมา  และได้ตั้งตระกูลไว้ให้มีชื่อในแผ่นดิน เราผู้เปนเผ่าพันธุ์ของท่านได้รับมรฎกมาแล้ว จำต้องประพฤติตนให้สมกับที่ท่านได้ทำดีมาไว้ และการที่จะตั้งใจเช่นนี้ ถ้ามีชื่อที่ต้องรักษา มิให้เสื่อมทรามไปแล้วย่อมจะทำให้เปนเครื่องยึดเหนี่ยวหน่วงใจคนมิให้ตามใจตนไปฝ่ายเดียว จะถือว่า “ตัวใครก็ตัวใคร” ไม่ได้อีกต่อไป  จะต้องรักษาทั้งชื่อของตัวเองทั้งชื่อของตระกูลด้วยอีกส่วน ๑”

        ตอนให้ตั้งนามสกุลก็เป็นเรื่องโกลาหลไม่น้อย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าจะตั้งอย่างไร นายอำเภอและเจ้าเมืองจึงเป็นที่พึ่ง วันๆ ไม่ต้องทำอะไร  ได้แต่ตั้งนามสกุล ให้คนที่ไปหากันแน่น   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ  ก็พระราชทานนามสกุลแก่ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน  ดังที่ทรงบันทึกไว้ใน  “ทะเบียนามสกุล” มีถึง ๖,๔๓๒ นามสกุล

         นามสกุลหมายเลข ๑ ที่พระราชทาน คือ นามสกุล “สุขุม” พระราชทาน เมื่อ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ต้นสกุล คือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)


Magha Puja

         Māgha Pūjā, Makha Bucha, or the Full Moon of Tabaung (Khmer: មាឃបូជា; Lao: ມະຄະບູຊາ; Burmese: တပေါင်းလပြည့်နေ့, Thai: มาฆบูชา (Pronunciation)) is an important Buddhist festival celebrated in Myanmar (Burma), Thailand, Cambodia, and Laos on the full moon day of the third lunar month (this usually falls in February). The third lunar month is known in the Thai language as Makha (Pali: Māgha); Bucha is also a Thai word (Pali: Pūjā), meaning "to venerate" or "to honor". As such, Makha Bucha Day is for the veneration of Buddha and his teachings on the full moon day of the third lunar month.


       The spiritual aims of the day are: not to commit any kind of sins; do only good; purify one's mind.
Māgha Pūjā is a public holiday in Burma (Myanmar), Cambodia, Laos and Thailand - and is an occasion when Buddhists tend to go to the temple to perform merit-making activities.


        In the evening of Magha full-moon day, each temple in Thailand holds a candlelight procession called a wian tian (wian meaning circle; tian meaning candle). Holding flowers, incense and a lighted candle, the monks and congregation members circumambulate clockwise three times around the phra ubosot (ordination hall) - once for each of the Three Jewels – the Buddha, the Dharma, and the Sangha.
Tum Boon: Making merit by going to temples for special observances and join in the other Buddhist activities.
       
          Rub Sil': Keeping the Five Precepts. Practise of renunciation: Observe the Eight Precepts, practise of meditation and mental discipline, stay in the temple, wearing white robes, for a number of days.





วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Valentine's Day.


             Saint Valentine's Day (English: Saint Valentine's Day) is often referred to Valentine's Day (English: Valentine's Day) falls on 14th February every year Valentine's Day is celebrated in many countries around the world. Most of the western countries. Although still a work in any of those countries.
"St. Valentine" was originally only the liturgy of the early Saints to one or more named Valentino New Romantic implied meaning of modern poetry are being found in all centuries later. Valentine's Day was first held by the Pope scalar fictional one in AD 496, before being removed from the General Roman Calendar Saint (General Roman Calendar of saints) in 1969 by the King. Pope Paul 6.
Valentine's Day is associated with love and romance for the first time in the social circle of Geoffrey Chaucer, the medieval powers (High Middle Ages) on traditions with respect (courtly love) thriving until Christianization in the 15th century Valentine's Day. Wattana Village, which has a significant opportunity to express their love for each other by giving flowers. Sweets or candy. And sending greeting cards.


Chinese New Year


         Chinese New Year is the most important of the traditional Chinese holidays. In China, it is also known as the 'Spring Festival', the literal translation of the modern Chinese name (seeNames in Chinese below). Chinese New Year celebrations traditionally ran from Chinese New Year's Day itself, the first day of the first month of the Chinese calendar, to the Lantern Festival on the 15th day of the first month. The evening preceding Chinese New Year's Day is an occasion for Chinese families to gather for the annual reunion dinner. Because the Chinese calendar islunisolar, the Chinese New Year is often referred to as the "Lunar New Year". This year it falls on the 10th of February 2013 and is the year of the snake.


     
  

Cultivated banana


          
            Banana with banana and bananas. Banana is the most energy. Unripe and ripe banana has a high iron content. Help build red blood cells. Prevent anemia, calcium, phosphorus and vitamin C helps maintain healthy bones, teeth and gums. Help your skin better. With beta-carotene. Night Scene and fiber. Excretory system help brisk up. Eat ripe banana. What is the treatment of diseases and scurvy in children have. Reduce neck pain. A dry cough, chest pain, combined with 4-6 days by eating the bananas many times before I brush my teeth every day to prevent bad breath and bad skin in one week to see the raw banana and prohibited substances. tannin Pectin showed mild astringent astringent to treat diarrhea. By eating half of 1 or Basra can be mitigated. In addition, the study also found. Effective in the treatment of gastritis as well.

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Halloween 2012 Wednesday 31 October

         Halloween is a holiday celebrated on the night of October 31. Traditional activities include trick-or-treating, bonfires, costume parties, visiting "haunted houses" and carving jack-o-lanterns. Irish and Scottish immigrants carried versions of the tradition to North America in the nineteenth century. Other western countries embraced the holiday in the late twentieth century including Ireland, the United States, Canada, Puerto Rico and the United Kingdom as well as of Australia and New Zealand. 
Halloween has its origins in the ancient Celtic festival known as Samhain (pronounced "sah-win"). 

         The festival of Samhain is a celebration of the end of the harvest season in Gaelic culture. Samhain was a time used by the ancient pagans to take stock of supplies and prepare for winter. The ancient Gaels believed that on October 31, the boundaries between the worlds of the living and the dead overlapped and the deceased would come back to life and cause havoc such as sickness or damaged crops. 


        The festival would frequently involve bonfires. It is believed that the fires attracted insects to the area which attracted bats to the area. These are additional attributes of the history of Halloween.


      Masks and consumes were worn in an attempt to mimic the evil spirits or appease them.



ใช้มือถือนาน เสี่ยงโรคเสียงดังในหู

   ใช้มือถือนานเสี่ยงโรคเสียงดังในหู (Lisa)
          วางมือถือลงสักนิดถ้าไม่อยากให้หูมีปัญหา
          โดยวารสาร Occupational and Environment Medicine เผยแพร่งานวิจัยจากแดนจิงโจ้พบว่า คนที่ใช้โทรศัพท์มากกว่าปริมาณเฉลี่ย 10 นาทีต่อวัน จะมีโอกาสเป็นโรคเสียงดังในหู (Tinnitus) มากกว่าคนทั่วไปถึง 70%

          อย่างไรก็ตาม สมาคม British Tinnitus Association ชี้ว่า ความเชื่อมโยงระหว่างโรคดังกล่าวกับโทรศัพท์มือถือยังไม่แน่ชัดนัก อาจเป็นเพราะกระดูกคอเคลียได้รับคลื่นที่มือถือปล่อยออกมา หรือเพราะการเดินไปคุยไป จะส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดในศีรษะบริเวณดังกล่าวก็ได้ จึงต้องมีการศึกษาต่อไป
          แต่เนื่องจากในปัจจุบัน เราใช้มือถือกันมาก ถ้าความเสี่ยงนั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ก็อาจหมายถึงความเจ็บป่วยของคนนับล้านก็ได้นะ

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

15 โรคที่มากับฝน


             กระทรวงสาธารณสุขแนะนำโรค 15 ชนิดที่มักจะมากับหน้าฝน พร้อมสั่งการให้สาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาล จับตาโรคดังกล่าวงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม
กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าโรคที่มักมาพร้อมฤดูฝนที่พบบ่อยมี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่ 1.กลุ่มโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร ที่พบบ่อย มี 5 โรค ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ และตับอักเสบ สาเหตุเกิดจากกินอาหาร ดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือกินสุกๆ ดิบๆ

   2.กลุ่มโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่พบบ่อย 5 โรค ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวม โดยเฉพาะโรคปอดบวม มีอันตรายอาจถึงชีวิตได้ อาการเริ่มจากไข้ ไอ หายใจเร็วหรือหอบเหนื่อย

    3.กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง ที่พบบ่อยคือโรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคไข้ฉี่หนู อาการเด่นของโรคนี้คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะมักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง

     4.กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออกมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้าน ไข้สมองอักเสบ เจ อี (ตัวนำโรคมาจากยุงรำคาญ ซึ่งมักแพร่พันธุ์ตามแหล่งน้ำในทุ่งนา และโรคมาลาเรีย ซึ่งมียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค ทั้ง 3 โรคนี้ อาการเริ่มจากมีไข้สูงปวดศีรษะมาก คลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะโรคไข้สมองอักเสบ อาจทำให้พิการภายหลังได้


       5.กลุ่มโรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา

     นอกจากนี้ ยังมีโรคอื่นๆ ที่พบได้ในฤดูฝนทุกปี ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา เกิดจากการเดินลุยน้ำสกปรกนานๆ หรือเดินลุยน้ำท่วมขังในช่วงที่มีฝนตกนัก การถูกสัตว์มีพิษกัด ต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำท่วมมาอาศัยในบ้านเรือน และโรคอาหารเป็นพิษจากกินเห็ดพิษที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในป่า

ทั้งนี้จากการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในช่วงฤดูฝนในปี 2554 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน -กันยายน พบผู้ป่วยจาก 15 โรคฤดูฝน 658,429 คน มากที่สุดคือโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 397,703 คน รองลงมาคือโรคปอดบวม 63,945 คน และไข้หวัดใหญ่ 32,950 คน เสียชีวิตรวม 551 คน

และจากการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในช่วงฤดูฝนในปี 2554 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน พบผู้ป่วยจาก 15 โรคฤดูฝน 658,429 คน โดยโรคที่บมากที่สุดคือโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 397,703 คน รองลงมาคือโรคปอดบวม 63,945 คน และไข้หวัดใหญ่ 32,950 คน เสียชีวิตรวม 551 คน โดยในจำนวนผู้เสียชีวิต มากที่สุดอันดับ 1 มาจากโรคปอดบวม 401 คน โรคฉี่หนู 74 คน ไข้เลือดออก 40 คน และอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 21 คน

กระทรวงสาธารณสุข จึงสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลทุกแห่ง จับตาโรคต่าง ๆ เป็นพิเศษเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2555 ขอให้แพทย์ตรวจคัดกรองผู้ป่วยโดยละเอียด โดยโรคที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือโรคไข้หวัดนก ที่ไทยไม่พบผู้ป่วยมาเป็นเวลาเกือบ 6 ปี

สิงคโปร์ ประเทศที่คนอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่มต่อคน

  "การอ่าน..เป็นนิสัยที่ดีที่สุดในการบ่มเพาะสติปัญญา แม้ในโลกปัจจุบันผู้คนนิยมใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น แต่ก็ยังมีกลุ่มคนรักการอ่านหนังสือผุดขึ้นมากมายทั่วโลก อย่างโครงการ "หนึ่งเล่มหนึ่งเมือง" ของสหรัฐอเมริกาขณะที่เรามีโครงการ"มาอ่านหนังสือกันเถอะ!สิงคโปร์" ซึ่งโครงการนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายจากหลากหลายอาชีพมาจัดตั้งชมรมการอ่านเฉพาะกลุ่มขึ้น เช่น กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ ครู ช่างทำผม เจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพ พนักงานโรงแรมและบริการ กลุ่มผู้สูงอายุ เยาวชน ประชาชนทั่วไป หัวหน้าองค์กรรากหญ้า รวมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ปัจจุบันมีชมรมการอ่านเฉพาะกลุ่มขึ้นมากกว่า 90 แห่ง
เราดีใจที่เห็นคนทุกกลุ่มหันมาสนใจการอ่าน และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จก็มีการไปอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำอีก เพราะประเด็นที่พูดคุยกันมีหลากหลาย น่าสนใจ ทำให้เราสนใจและกลับไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ เราเห็นว่าคนที่มาทำกิจกรรมร่วมกันมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นอกจากจะส่งเสริมการอ่านแล้ว ยังเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนแต่ละกลุ่ม แต่ละชุมชนอีกด้วย " นาง เกียง-โก๊ะ ไล ลิน กล่าว
ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน ย้ำว่า การส่งเสริมให้ประชาชนทุกวัยทุกอาชีพหันมาสนใจการอ่านหนังสือ ไม่ใช่แค่การให้ประชาชนมาอ่านหนังสือแล้วจบไป แต่เมื่ออ่านหนังสือเสร็จแล้ว ยังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลายจากหนังสือที่อ่านเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อมุ่งพัฒนาให้คนสิงคโปร์มีทักษะการคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ มีความคิดสร้างสรรค์ และกล้าแสดงออก ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมการอ่านขึ้นในชุมชนทั่วประเทศ

วันมหิดล 24 กันยายน



ความหมาย

24 กันยายน วันมหิดล เป็น วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระราชชนกที่ทรงมีคุณูปการต่อการแพทย์สมัยใหม่ของไทย

ความเป็นมา
     สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวสาอัยยิกาเจ้า พระราชสมภพ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2434 และเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 มีพระนามเดิมว่าสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช ในเบื้องต้น ได้ทรงศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ประเทศเยอรมนี จากนั้นเสด็จกลับมารับราชการทหารเรือ ต่อมาทรงมีอาการประชวรเรื้อรัง ไม่สามารถรับราชการหนักได้ ประกอบกับทรงสนพระทัยในกิจการทางด้านการแพทย์ จึงทรงอุตสาหะเสด็จไปศึกษาวิชาการสาธารณสุข และวิชาแพทย์ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงสอบได้ประกาศนียบัตรการสาธารณสุข และปริญญาแพทย์ศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตเกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลังจากเสด็จกลับมาเมืองไทย พระองค์ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างมากมาย

      ด้วยความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ที่เคยได้รับพระกรุณาในด้านต่างๆ จากพระองค์ จึงได้รวบรวมเงินจัดสร้างพระรูปประดิษฐานไว้ ณ โรงพยาบาลศิริราช โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้างมีศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้ควบคุม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงกระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2493 และในวันที่ 24 กันยายนปีเดียวกันนี้เอง นักศึกษาแพทย์ได้ริเริ่มจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ โดยมีพิธีวางพวงมาลา ถวายบังคมพระรูป อ่านคำสดุดีพระเกียรติเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และทางคณะแพทย์ศาสตร์ และศิริราชพยาบาล ได้มีความเห็นพร้อมต้องกันว่าให้ยึดถือเอาวันที่ 24 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่น้อมรำลึกถึงพระองค์โดยให้ชื่อว่า วันมหิดล และงานวันมหิดลได้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในวันที่ 24 กันยายน 2494 โดยจัดให้มีพิธีสงฆ์ ทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเช้า และการนำพวงมาลาไปสักการะที่พระรูป

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ฆ่าเชื้อโรค ด้วยเปลือกเลมอน (Lemon) มะนาวสีเหลือง



   
   เลมอน (Lemon) เป็นมะนาวลูกใหญ่เปลือกหนาสีเหลือง ที่มีราคาค่อนข้างแพง
เมื่อบีบน้ำมะนาวออกหมดแล้ว ยังนำเปลือกมาใช้ทำส่วนผสม  ไว้ฉีดทำความสะอาด
ฆ่าเชื้อโรคจำพวกแบคทีเรีย บริเวณโซฟา ผ้าม่าน พื้นพรมได้ด้วย


วิธีการ คือ
1. ฝานเปลือกเลมอน 1 ผล แล้วนำไปตากแห้ง 1 วัน
2. นำขวดแก้วสะอาดมา 1 ใบ ใส่น้ำส้มสายชู (ที่ทำจากข้าว) 500 มิลลิลิตร (ครึ่งลิตร) และเปลือกมะนาวจากข้อ1.  ลงไปในขวดแก้ว
3. ปิดฝาขวด เขย่าให้เข้ากัน แล้วนำไปตากแดด 10-14 วัน
4. เทใส่ในกระบอกฉีดน้ำแบบหัวสเปรย์ เพื่อใช้ฉีดบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด


     สูตรนี้นอกจากช่วยป้องกันแบคทีเรียแล้ว ส่วนผสมยังดีต่อสุขภาพภาพเลมอน จาก http://upload.wikimedia.org และมีกลิ่นหอมสดชื่นจากเปลือกเลมอนอีกด้วย

5 วิธีเลือกที่นั่งต้านกระดูกเสื่อม



          เมื่อมีอายุมากขึ้นทุกคนอาจเป็นโรคกระดูกเสื่อมได้ตามธรรมชาติ แต่สำหรับผู้ที่
ต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน หรือนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน
โรคนี้อาจมาเยือนได้เร็วกว่าบุคคลอื่น ซึ่งวิธีการป้องกันหรือชะลอภาวะกระดูกเสื่อม
แบบง่ายๆ นั้น ทำได้โดยการเลือกที่นั่งให้เหมาะสม 5 วิธี ดังนี้ 


1. ความสูงของเก้าอี้ ต้องเท่ากับช่วงยาวของขาท่อนล่าง (น่อง) ตั้งแต่ข้อพับ
หลังหัวเข่าลงไปถึงเท้า เพื่อจะได้วางเท้าราบพื้นพอดี


2. รูปร่างของเบาะนั่ง ต้องไม่บุ๋มเป็นแอ่ง มิเช่นนั้นจะทำให้กระดูเชิงกราน
(ซึ่งเป็นฐานของกระดูกสันหลังทั้งหมด) บิดงอ 


3. เบาะไม่ควรอยู่ลึกเกินไป และพนักพิงไม่ควรอยู่ไกลเกินไป หากพิงไม่ถึง
และต้องเอนตัวไปด้านหลัง จะทำให้หลังงอ 



4. ควรมีพนักพิง เพื่อช่วยดันหลังให้อยู่ในท่าตรงตามธรรมชาติ 

5. ที่เท้าแขนอยู่ในระดับที่งอข้อศอกแล้ววางแขนได้พอดี เพราะนอกจากใช้พักแขน

และข้อศอกแล้วยังใช้สำหรับดันเพื่อยืดตัวให้ตรงขึ้นได้
เล็กน้อยเพียงเท่านี้คงไม่ยากเกินไปที่จะใส่ใจ
กับสิ่งของที่เราต้องใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน
เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว 

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Postage stamp


        A postage stamp is a small piece of paper that is purchased and displayed on an item of mail as evidence of payment of postage. Typically, stamps are made from special paper, with a national designation and denomination (price) on the face, and a gum adhesive on the reverse side. Postage stamps are purchased from apostal administration or other authorized vendor and are used to pay for the costs involved in moving mail as well as other business necessities such as insurance and registration.
The stamp’s shape is usually that of a small rectangle of varying proportions, though triangles or other shapes are occasionally used. The stamp is affixed to anenvelope or other postal cover (i.e., packet, box, mailing cylinder) that the customer wishes to send. The item is then processed by the postal system, where apostmark, sometimes known as a cancellation mark, is usually applied over the stamp and cover; this procedure marks the stamp as used, which prevents its reuse. The postmark indicates the date and point of origin of the mailing. The mailed item is then delivered to the address that the customer has applied to the envelope or cover.
Postage stamps have facilitated the delivery of mail since the 1840s. Before this time, ink and hand-stamps (hence the word 'stamp'), usually made from wood or cork, were often used to frank the mail and confirm the payment of postage. The first adhesive postage stamp, commonly referred to as the Penny Black, was issued in the United Kingdom in 1840. The invention of the stamp was a part of the attempt to reform and improve the postal system in the United Kingdom of Great Britain and Ireland, which in the early 19th century was in disarray and rife with corruption. There are varying accounts of the inventor or inventors of the stamp.
Before the introduction of postage stamps, mail in the UK was paid for by the recipient, a system that was associated with an irresolvable problem: the costs of delivering mail were not recoverable by the postal service when recipients were unable or unwilling to pay for delivered items, and senders had no incentive to restrict the number, size, or weight of items sent, whether or not they would ultimately be paid for.[4] The postage stamp resolved this issue in a simple and elegant manner, with the additional benefit of room for an element of beauty to be introduced. Later related inventions include postal stationery such as prepaid-postage envelopes, post cards, lettercards, aerogrammes and wrappers, postage meters, and, more recently, specialty boxes and envelopes provided free to the customer by the U.S. postal service for priority or express mailing.
The postage stamp afforded convenience for both the mailer and postal officials, more efficiently recovered costs for the postal service, and ultimately resulted in a better, faster postal system. With the conveniences stamps offered, their use resulted in greatly increased mailings during the 19th and 20th centuries.Postage stamps during this era were the most popular way of paying for mail, but by the end of the 20th century were rapidly being eclipsed by the use of metered postage and bulk mailing by businesses. The same result with respect to communications by private parties occurred over the last decade of the 20th century and the first decade of the 21st due to declining cost of long distance telephone communications and the development and explosive spread of electronic mailing ("e-mail" via the Internet) and bill paying systems had.
As postage stamps with their engraved imagery began to appear on a widespread basis, historians and collectors began to take notice.The study of postage stamps and their use is referred to as philately.Stamp collecting can be both a hobby and a form of historical study and reference, as government-issued postage stamps and their mailing systems have always been involved with the history of nations.

State Railway of Thailand

                SRT was founded as the Royal State Railways of Siam (RSR) in 1890. Construction of the Bangkok-Ayutthaya railway (71 km), the first part of the Northern Line, was started in 1891 and completed on May 23, 1892. The Thonburi-Phetchaburi line (150 km), later the Southern Line, was opened on June 19, 1903.
The Northern Line was originally built as standard gauge, but in September 1919 it was decided to standardize on meter gauge and the Northern Line was regauged during the next ten years. On July 1, 1951, RSR changed its name to the present State Railway of Thailand.
In 2005 SRT had 4,070 km of track, all of it meter gauge. Nearly all is single-track, although some important sections around Bangkok are double or triple-tracked and there are plans to extend this.

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

         
  เงาะ โรงเรียนหรือเงาะพันธุ์โรงเรียน เป็นเงาะพันธุ์ที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน เงาะในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ตลอดทั้งเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ก็ไม่มีประเทศใดที่มีเงาะคุณภาพดีเท่ากับเงาะพันธุ์โรงเรียน แม้แต่ในมาเลเซียซึ่งเราได้เมล็ดเงาะพันธุ์นี้มา จึงกล่าวได้ว่าเงาะพันธุ์โรงเรียนเป็นเงาะพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่มี อยู่ในขณะนี้

คำว่า "โรงเรียน" หมายถึง โรงเรียนนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เงาะ ต้นแม่พันธุ์มีเพียงต้นเดียว ปลูกด้วยเมล็ดเมื่อปี พ.ศ.2469 โดยชาวจีนผู้หนึ่งมีสัญชาติมาเลเซีย ชื่อ Mr. K. Wong มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองปีนัง บุคคลผู้นี้ได้เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกที่หมู่บ้านเหมืองแกะ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร ตรงกันข้ามกับโรงเรียนนาสาร เมื่อ Mr. K. Wong มาทำเหมืองแร่ก็ซื้อที่ดินริมทางรถไฟด้านทิศตะวันตก ใกล้กับสถานีรถไฟนาสารเป็นเนื้อที่ 18 ไร่ แล้วสร้างบ้านพักบนที่ดินดังกล่าว เมื่อสร้างบ้านเสร็จ Mr. K. Wong ก็นำพันธุ์(เมล็ด)เงาะมาจากเมืองปีนัง(ขณะนี้เงาะพันธุ์นี้ที่เมืองปีนึงไม่ มีแล้ว) มาปลูกข้างบ้านพักจำนวน 4 ต้น ต่อมาปรากฏว่าเงาะมีลูกเป็นสีเหลืองบ้าง แดงบ้าง รสเปรี้ยวบ้าง หวานบ้าง เฉพาะต้นที่ 2 นับจากทิศตะวันออกมีลักษณะพิเศษกว่าต้นอื่น คือ เนื้อสุกแล้วเปลือกผลเป็นสีแดง แต่แม้สุกจัดเท่าไหร่ก็ตาม ขนที่ผลยังมีสีเขียวอยู่ รูปผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง เงาะต้นนี้คือ "เงาะพันธุ์โรงเรียน"

สาเหตุที่เรียกว่าเงาะพันธุ์ โรงเรียน เพราะในปี พ.ศ.2479 Mr. K. Wong ต้องเลิกล้มกิจการเหมืองแร่และเดินทางกลับไปอยู่ที่เมืองปีนังภูมิลำเนาเดิม จึงขายที่ดินดังกล่าวพร้อมด้วยบ้านพักให้แก่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) แผนกธรรมการ อำเภอบ้านนา (อำเภอบ้านนาสาร) ทางราชการจึงปรับปรุงบ้านพักใช้เป็นอาคารเรียน และย้ายโรงเรียนนาสารซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่วัดนาสารมาอยู่อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิการยน พ.ศ.2479 แต่เงาะพันธุ์โรงเรียนในขณะนั้นยังมิได้แพร่หลายแต่ประการใด เนื่องจากการส่งเสริมทางการเกษตรยังไม่ดีพอ ในปี พ.ศ.2489-2498 มีบุคคลตอนกิ่งไปขายพันธุ์เพียง 3-4 รายเท่านั้น

ครั้นถึงปี  พ.ศ.2500-2501 ได้มีกรรมวิธีแพร่พันธุ์เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือการทาบกิ่ง มีการทาบกิ่งเงาะต้นนี้ไปเป็นจำนวนมาก ในระยะเดียวกันนั้น เงาะที่มาจากจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส คือเงาะพันธุ์ยาวี เจ๊ะโมง เปเราะ ก็เข้ามาแพร่หลายพอสมควร ประชาชนเห็นว่าเงาะต้นนี้ยังไม่มีชื่อ จึงชักชวนกันเรียกเงาะต้นนี้ว่า "เงาะพันธุ์โรงเรียน" เพราะต้นแม่พันธุ์อยู่ที่โรงเรียนนาสาร

ปี  พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯมาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้นำชาวสวนเงาะผู้หนึ่งได้ทูลเกล้าฯถวายเงาะพันธุ์โรงเรียน และขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ชื่อเงาะพันธุ์โรงเรียนดีอยู่แล้ว" นับแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าที่จะเปลี่ยนชื่อเงาะพันธุ์นี้อีกต่อไป

ชนิดของหนังสือเดินทางประเทศไทย

              ชนิดของหนังสือเดินทางประเทศไทย

หนังสือเดินทางประเทศไทย เริ่มจากบนซ้ายตามเข็มนาฬิกา ประเภทธรรมดา ทาง ราชการ ทางการทูต และเดินทางชั่วคราว

หนังสือเดินทางประเทศไทยในปัจจุบันมี 4 ประเภท ดังนี้

หนังสือเดินทางธรรมดา (หน้าปกสีแดงเลือดหมู)

ออกให้สำหรับประชาชนทั่วไป หนังสือเดินทางมีอายุไม่เกิน 5 ปี

หนังสือเดินทางราชการ (หน้าปกสีน้ำเงินเข้ม)

หนังสือ เดินทางมีอายุไม่เกิน 5 ปี ผู้ถือต้องใช้ในราชการเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในการเดินทางส่วนตัว โดยมีข้อกำหนดออกเฉพาะข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาซึ่งเดินทางไปราชการในต่างประเทศ และบุคคลอื่นใดที่เดินทางเพื่อทำประโยชน์แก่ทางราชการตามที่กระทรวงการต่าง ประเทศอนุมัติ

หนังสือเดินทางทูต (หน้าปกสีแดงสด)

ประเภทนี้จะมีอายุไม่เกิน 5 ปี ไม่สามารถต่ออายุเพิ่มได้ มีข้อกำหนดออกให้เฉพาะบุคคลดังต่อไปนี้

1. พระบรมวงศ์และพระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2. พระอนุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าและคู่สมรส
3. พระราชวงศ์และบุคคลสำคัญที่ราชเลขาธิการขอไปเป็นกรณีพิเศษ
4. ประธานองคมนตรี และองคมนตรี
5. นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
6. ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา
7. ประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา และประธานศาลอุทธรณ์
8. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด
9. อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ
10. ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ
11. ข้าราชการที่มีตำแหน่งทางการทูต ซึ่งเดินทางไปราชการในต่างประเทศ
12. ข้าราชการที่มีตำแหน่งทางการทูต ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ ณ ส่วนราชการในต่างประเทศ คู่สมรส และบุตรในประเทศที่ประจำอยู่หรือทำการศึกษาอยู่ในประเทศอื่น แต่บุตรจะต้องอายุไม่เกิน 25 ปี
13. คู่สมรสที่ร่วมเดินทางไปกับบุคคลดังกล่าวในข้อ 2-8
14. บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการหรือภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศ หรือภายใต้สถานการณ์พิเศษที่มีความจำเป็น หรือเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศไทย

หนังสือเดินทางชั่วคราว (หน้าปกสีเขียว)

นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ประเภทพิเศษ คือ

หนังสือเดินทางพระ

ออกให้สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศตามนัยระเบียบมหาเถรสมาคม

หนังสือเดินทางเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์

ออกให้ชาวมุสลิมที่เพื่อเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ หนังสือเดินทางประเภทนี้จะมีอายุ 2 ปีเท่านั้น

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันไวท์เดย์

                ในประเทศญี่ปุ่นในวันวาเลนไทน์เป็นที่สังเกตโดยหญิงที่นำเสนอช็อคโกแลตของขวัญ (ทั้งร้านที่ซื้อหรือทำด้วยมือ), มักจะชายตามข้อผูกพันการแสดงออกของความรักความสุภาพหรือสังคม ช็อคโกแลตที่ทำด้วยมือมักจะเป็นที่ต้องการโดยรับเพราะมันเป็นสัญญาณว่าชายที่ได้รับเป็นของผู้หญิง "คนเดียว" ในวันสีขาว, Converse ที่เกิดขึ้น: เพศผู้ที่ได้รับhonmei-Choco 本命チョコ? "ช็อคโกแลตของความรัก")หรืออีหนู-Choco 義理チョコ?"ช็อคโกแลตมารยาท")ในวันวาเลนไทน์ที่คาดว่าจะกลับชอบโดย การให้ของขวัญ ตามธรรมเนียมที่นิยมของขวัญวันไวท์เดย์เป็นคุกกี้ , เพชรพลอย , ช็อคโกแลตสีขาว , สีขาวชุดชั้นในและmarshmallows . [ 1 ]ในบางครั้งระยะsanbai gaeshi 三倍返し?ตัวอักษร "สามคืน")ที่ใช้เพื่ออธิบายกฎท่องกันโดยทั่วไปว่า ของขวัญตอบแทนที่ควรจะเป็นสองถึงสามครั้งค่าใช้จ่ายของของขวัญวาเลนไทน์